ปีนัง กับคน(เคย)รัก

05/08/2010

ฉันเปิดดูรูปเก่าๆ พลางนึกย้อนไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน แผนการเดินทางไปปีนังวางขึ้นอย่างคร่าวๆ เดินทางโดยรถไฟ นอนเล่นสักสามคืนแล้วค่อยนั่งเครื่องกลับ เธอบอกว่าทำไมฉันไม่ลาพักร้อนให้นานกว่านี้ ฉันยิ้มแล้วตอบเธอไปว่า เดี๋ยวค่อยลาใหม่แล้วไปใหม่ก็ได้

ขอบตารื้นขึ้นอีกครั้งเมื่อนึกถึงประโยคนี้ คำพูดเหมือนกระซิบอยู่ใกล้ๆ ค่อยๆ ลอยห่างไปไกลลิบ

เราได้ยินชื่อรถไฟสายบัตเตอร์เวิร์ธมานาน และสงสัยมาตลอดว่ารถไฟสายนี้สิ้นสุดที่ไหน ตั๋วสองใบอยู่ในมือฉันแล้ว ส่วนเธอวิ่งไปซื้อเสบียงสามสี่อย่าง เราไม่รู้หรอกว่ารถไฟตอนกลางคืนจะมีอะไรให้กินได้บ้าง เธอเป็นคนชอบหิวตอนสี่ทุ่มเสียด้วย

อาหารบนรถไฟรสชาติพอรับได้หากไม่คาดหวัง พนักงานรถไฟเตรียมปูเตียงให้ผู้โดยสาร ชุลมุนอยู่ชั่วครู่ เราสองคนก็นอนคุยกันเล่นบนเตียงล่าง เธอบอกฉันว่าอย่าเพิ่งหลับ เธอก็รู้ว่าฉันหลับยากแค่ไหน เพราะเอาเข้าจริงๆ เธอก็หลับก่อนฉันทุกที

ราวเจ็ดโมงเช้าเห็นจะได้ เราผ่านพรมแดนไทยเข้าสู่พรมแดนมาเลเซียที่ด่านปาดังเบซาร์ รถไฟถูกตัดช่วงลงเหลือแค่สองโบกี้ ผู้โดยสารคือคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ไม่มาก ขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปอย่างไม่รีบร้อน เสบียงที่เตรียมไว้เป็นประโยชน์ก็ตอนนี้ เพราะหลังจากผ่านสถานีหาดใหญ่ไม่มีแม่ค้าขึ้นมาขายอะไรบนรถไฟแล้ว และเป็นอย่างนี้ไปจนถึงสถานีบัตเตอร์เวิร์ธ

เพราะรู้มาก่อนแล้วว่าจากบัตเตอร์เวิร์ธจะมีเฟอร์รี่ต่อไปถึงปีนังได้เลย และเรือก็ค่อนข้างถี่ จึงไม่มีอะไรน่ากังวล เราเดินวนอยู่แถวนั้นเพื่อหาอะไรรองท้อง แต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ ฉันจึงซื้อขนมปังไส้สตรอเบอร์รี่ที่แผงขนมริมทาง เธอดุฉันเพราะห่วงว่าท้องจะเสีย ฉันยิ้มหน้าเป็นแล้วตอบว่าถ้าไม่ได้กินตอนนี้อาจตายได้ท้องเสียเป็นเรื่องเหนือการคาดเดาแล้วฉีกขนมปังเข้าปาก ส่วนเธอยอมอดเพื่อที่จะไปหาอะไรร้อนๆ ที่ปีนังกิน

หนึ่งคะแนนตกเป็นของเธอ เรือแล่นไปสักสิบห้านาทีก็ถึงท่าที่ปีนังแล้ว ถ้าเชื่อเธอแต่แรก ฉันคงไม่ต้องกินขนมปังรสชาติแย่ๆ แถมยังเปลืองเนื้อที่ก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ ที่กำลังตักเข้าปาก เราตระเวนหาเกสต์เฮ้าส์เล็กๆ ในเมืองจอร์จทาวน์ เพราะที่ที่เธอเล็งเอาไว้จากการหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตปิดซ่อมแซม

กว่าจะได้ที่ถูกใจก็เล่นเอาเหนื่อย คนไม่รู้ทางสองคนยืนคว้างอยู่กลางสี่แยก หันมามองหน้ากันก่อนตัดสินใจเดินต่อเป็นเส้นตรง จนได้เกสต์เฮาส์สภาพดี เป็นบ้านเก่าที่ปรับปรุงเป็นบ้านพัก เจ้าของเป็นคนจีนที่อายุไม่น่าเกินสี่สิบ พูดไทยได้นิดหน่อย ใจดี และยังแนะนำให้เราไปเที่ยวที่โน่นที่นี่

เราตกลงกันว่าวันนี้จะเดินเล่นแถวในเมืองเพื่อจะเก็บแรงไว้เที่ยวในวันที่เหลือ ถนนทุกสายในจอร์จทาวน์มีนักท่องเที่ยวบางตา ส่วนใหญ่จะเป็นคนท้องถิ่นที่ออกไปสังสรรค์หรือกินอาหารนอกบ้าน ความที่เป็นเมืองมรดกโลก ตึกทุกตึกในจอร์จทาวน์จึงได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี แสงไฟตอนกลางคืนส่องให้ทั้งเมืองราวกับหลุดสู่อดีต

ห้องแถวโบราณ ตึกทำการของหน่วยราชการ ยังคงร่องรอยของสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรป เป็นผลพวงจากที่ครั้งหนึ่งอังกฤษเคยปกครองปีนัง อาจด้วยความที่ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน อาคารเกือบทุกหลังจึงการผสมผสานศิลปะจีนและยุโรปเข้าด้วยกัน แบบที่เรียกว่าชิโน-โปรตุกีส คล้ายตึกเก่าหลายหลังในภูเก็ต ซึ่งฉันรู้ภายหลังว่าคหบดีในภูเก็ตหลายคน ก็มีญาติที่ปีนัง

ความน่าประหลาดแต่มีเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของปีนัง คือเป็นเมืองที่มีคนหลายชนชาติศาสนาอยู่ด้วยกัน ขณะที่ถนนสายหนึ่งเป็นชาวจีน สายถัดไปเป็นชาวฮินดู อีกเส้นกลับเป็นมุสลิม แต่ทุกคนก็อยู่รวมกันได้อย่างสงบ จนไม่แน่ใจว่าฉันเห็นตำรวจสักคนไหม ที่แน่ๆ ฉันได้กินอาหารทุกสัญชาติระหว่างที่อยู่ที่นั่น

หลักซา กับหมี่กอแร็ง กลายเป็นของโปรด หมี่ผัดใส่จานเคียงมากับส้มจี๊ดฝานเป็นซีก ทำเอาเราต้องสั่งซ้ำ โดยเฉพาะร้านรถเข็นที่ตั้งอยู่ริมถนนเข้าปีนังฮิลล์ จุดชมวิวรอบเมืองที่เธออยากไป

รถไฟเคเบิลพาเราไต่รางมาได้แค่จุดกึ่งกลางของยอดเขา เจ้าหน้าที่อธิบายว่าจุดสูงสุดปิดซ่อม ฉันหัวเราะเมื่อคิดได้ว่าอะไรก็ตามที่เธออยากอยู่หรืออยากไป มักปิดซ่อมทุกที แต่ถึงจะไม่ได้ขึ้นไปสูงสุด เราก็พอมองเห็นวิวพาโนราม่าของปีนังได้อย่างเต็มตา เห็นเมืองที่มองเห็นบ้านเรือนเป็นก้อนเล็กๆ ถูกโอบล้อมด้วยทะเล ฉากหลังเป็นฟ้าสีขาวตัดกับผืนน้ำ เป็นการบอกกับเรากลายๆ ว่าฝนอาจตก

ไม่ขาดคำดี ระหว่างที่เราเดินเล่นอยู่ริมสวน ละอองฝนปลิวหล่นลงมากระทบ แต่ก็เพียงเท่านั้น ไม่มีเม็ดใหญ่ให้ระคายผิว ฝูงลิงวิ่งกันจิ๊กจั๊กทั้งบนหลังคาสถานีรถไฟและบนต้นไม้ เด็กน้อยลั่นเสียงหัวเราะเมื่อเห็นตัวหนึ่งคว้าผลไม้ได้แล้วโดนไล่แย่ง เธอบอกว่ามาคราวหน้าหวังว่าจะได้ขึ้นไปถึงจุดบนสุด ฉันหันไปยิ้มให้โดยไม่ตอบ

เรานั่งอยู่บนแท็กซี่ระหว่างเดินทางไปสนามบิน ชานเมืองปีนังมีสภาพต่างจากจอร์จทาวน์เหมือนอยู่คนละสมัย อาคารแบบเมืองอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า คือสิ่งที่เรามองผ่านตาแบบไม่ใส่ใจ

เธอย้ำอีกครั้งว่าเธอจะกลับมาอีก ฉันจะมาด้วยไหม ฉันไม่ตอบ เพราะรู้ดีว่าอนาคตไม่มีอะไรแน่นอน เธอเป็นคนโลเล คิดวันนี้ พรุ่งนี้ก็เปลี่ยน ฉันถึงไม่อยากคาดหวัง

และโชคดีที่ฉันไม่หวัง…

*เขียนให้นิตยสารเล่มหนึ่ง เมื่อปี 2009 หลังการพบกันครั้งสุดท้ายของผู้เขียนและอดีตคนรัก

ขอบคุณ

05/08/2010

ขอบคุณ

พรุ่งนี้เป็นวันที่’เคย’สำคัญวันหนึ่งในชีวิต หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากเย็นมาได้อย่างไม่ค่อยจะราบลื่นนัก แต่ก็ดีพอในจุดที่เรียกว่าไม่ล้มคว่ำคะมำหงาย ก่อนจะพ้นคืนนี้ และก่อนที่พรุ่งนี้จะเดินทางมาถึง มีคนที่เรานึกขอบคุณ และอยากจะขอบคุณ จากใจจริงๆ

ขอบคุณพ่อ…สำหรับความเข้มแข็งทางใจ พ่อไม่เคยสอนให้เข้มแข็ง แต่พ่อให้โอกาสลูกได้เรียนรู้ที่จะแข็งแกร่งด้วยตัวเอง หลายสิ่งที่ลูกดื้อทำแม้พ่อจะไม่เห็นด้วย แต่พ่อก็ไม่เคยยื่นคำขาด มันทำให้ลูกได้รู้จักการล้ม ลุก ล้ม ลุก และล้ม…จนรู้ว่าไม่ใช่เรื่องยากหากจะลุกอีก และไม่ต้องกลัวหากจะต้องล้มอีก

ขอบคุณแม่…แม่เป็นกองหนุนเสมอ ในขณะที่พ่อไม่เห็นด้วย แต่แม่กลับไม่เคยขัด แม้จะโดนพ่อต่อว่าบ้าง และสนับสนุนเมื่อลูกส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ (โดยเฉพาะเงินทุน) ดีใจที่สุดที่เกิดเป็นลูกแม่ (ถ้าแม่ได้อ่าน ฝากบอกพ่อด้วยนะว่าดีใจที่เกิดมาเป็นลูกพ่อเหมือนกัน)

ขอบคุณพี่นัน…พี่สาวที่เป็นกองหนุนอีกคน และขอบคุณที่เก็บความลับของน้องสาวคนนี้ไว้เป็นอย่างดี

ขอบคุณพี่หมี…ยังจำวันแรกที่เราเจอกันได้ดี ทุกวันนี้พี่ยังเป็นพี่ที่แสนดีคนเดิม อ้อ…ใจดีกว่าเดิมด้วย ขอบคุณทุกคำปรึกษา ทุกคำเตือน และทุกกำลังใจ กับความอดทนในการปวดเศียรเวียนเกล้ากับลูกน้องที่อารมณ์ไม่คงที่คนนี้

ขอบคุณแม่แอ๊ว…แม่ของบุคคลอันเป็นที่รัก ขอบคุณที่ดูแลนิดมาตลอดแปดปีที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน แม้วันนี้เราจะมีโอกาสได้คุยกันน้อยลงมากยิ่งกว่ามาก แต่ยังระลึกถึงความอบอุ่นที่แม่และพ่อมีให้เสมอมา

ขอบคุณโอ๊ต โอสธี…แสงสว่างของชีวิต เธอทำให้ฉันมองเห็นตัวเอง (โดยเฉพาะความร้ายกาจ) และรู้จักตัวเองดีขึ้น รวมถึงมองเห็นมุมดีๆ ที่ตัวเองไม่คิดว่าจะมี ขอบคุณที่ไม่เคยถือโทษ ในบางคราวที่ฉันทำเรื่องเลวร้ายเหลือทน ขอบคุณสำหรับการอยู่เคียงข้างมาตลอดแปดปี ไม่มีวันไหนเลยที่เราจะไม่มีกันและกัน ขอบคุณสำหรับความสุขในช่วงชีวิตหนึ่ง ถึงวันนี้…ฉันไม่เคยโกรธเธอ

ขอบคุณพี่เต้…ที่อยู่เป็นเพื่อนกันในวันที่ชีวิตเหมือนตกอยู่ในหุบเหว ขอบคุณสำหรับคำยุยงที่เปลี่ยนความเจ็บปวดมาเป็นพลัง หวังว่าโปรเจ็กต์ของเราจะออกมาดี

ขอบคุณพี่ปอ…พี่และเพื่อน ที่ทิ้งทุกอย่างมาอยู่กับเราในวันที่หมดแรงยืน ที่ผ่านมารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัมภาระก้อนโต ขอโทษด้วยนะคะที่น้องอาจเคยทำในเรื่องไม่เป็นเรื่อง…ยินดีกับความสุขของพี่ค่ะ

ขอบคุณนพกาญจน์…เพื่อนรัก ที่พักพิง และความเย็นใจ-คิดถึงบ้่านสวน

ขอบคุณพี่ลูกหยี…แม้ไม่เคยปลอบโยน แต่ขอบคุณกับการฟาดมาตรงๆ และปลุกให้ตื่นจากความฟุ้ง

ขอบคุณ’คุณ’ ที่ก้าวเข้ามาในชีวิต ขอบคุณสำหรับการเปิดหัวใจ เข้าใจ และให้เวลาได้ใคร่ครวญ…

happy birthday

21/07/2009

Happy Birthday

                วันนี้เป็นวันเกิดอีกปีของฉัน ฉันกับกลุ่มเพื่อนสนิท นัดกินมื้อค่ำเพื่อฉลองวันที่ตัวเลขมากขึ้น ที่จริงฉันไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันเหล่านี้นัก เพราะสำหรับตัวเองแล้ว นี่เป็นอีกแค่วันหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็จะผ่านไป หัวข้อสนทนาไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่าการอัพเดตชีวิตของเพื่อนแต่ละคน ความรักของเธองอกงามไปถึงไหน หัวใจเธอที่เคยอ่อนแอวันนี้แข็งแรงพอจะยืนได้หรือยัง ที่เคยบ่นอยากออกจากงาน เธอคิดดีแล้วหรือ ฯลฯ

                แอลกอฮอล์อ่อนๆ พาให้การสนทนาลื่นไหลคล้ายไม่เคยมีใครทุกข์โศก กระทั่งเพื่อนที่คลั่งไคล้เทคโนโลยีคนหนึ่งตามมาสมทบ การมาถึงของเขาพลิกบรรยากาศอุ่นๆ ไปจนหมด เมื่อเขาแกะกล่องของเล่นชิ้นใหม่ที่ใครเห็นเป็นต้องตาโต มันเป็นโทรศัพท์มือถือที่ทำหน้าที่ได้เกินความจำเป็นกว่าชื่อ ราคาห้าหลักทำให้เราไม่จำเป็นต้องพูดถึงความหรูหรา และฟังก์ชั่นซับซ้อนที่ตามมา

                ความคิดของฉันไม่ได้จดจ่ออยู่กับการสาธยายถึงคุณสมบัติของสิ่งที่วางเป็นจุดศูนย์กลางอยู่ตรงหน้า แต่มันกลับพาฉันย้อนเวลาไปเมื่อสามปีก่อน ในวันเดียวกันนี้ หลังจากเลิกงาน ฉันออกจากสำนักงานพร้อมเงินก้อนหนึ่งที่วางแผนเอาไว้ว่าจะซื้อของขวัญให้ตัวเองสักชิ้น ตอนนั้นฉันก็เป็นเหมือนเพื่อนคนนี้ ที่มีอารมณ์เห่อเทคโนโลยี และหัวใจกำลังพองฟูว่า อีกไม่กี่นาที ฉันจะได้เป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือเครื่องที่เจ๋งที่สุดที่มีอยู่ตอนนั้น ทั้งๆ ที่โทรศัพท์เครื่องเดิมก็ยังไม่ได้มีทีท่าว่าจะหมดอายุขัย

                ระหว่างกำลังจะก้าวขึ้นแท็กซี่ เพื่อนที่รออยู่แล้วในห้างไอทีย่านรัชดาก็โทรเข้ามา ฉันเปิดกระเป๋าอารามรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับ และขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังโดยไม่ทันได้สังเกตว่ามีบางสิ่งบางอย่างร่วงลงจากกระเป๋าไปด้วย จนถึงคราวที่ต้องจ่ายค่าแท็กซี่นั่นละ ถึงได้รู้ว่า กระเป๋าสตางค์กับเงินก้อนนั้นของฉันได้อันตรธานไปแล้ว

                ระหว่างที่เพื่อนตามมาจ่ายค่าโดยสารให้ ฉันโทรกลับไปหาพี่ที่ยังอยู่ออฟฟิศว่าเห็นกระเป๋าสตางค์ของฉันบ้างไหม ฉันภาวนาและหวังจะได้ยินคำตอบว่า มันยังวางอยู่บนโต๊ะทำงานของฉันนั่นละ  แต่คำภาวนาไม่เป็นผล นอกจากกระเป๋าสตางค์ที่หายไป ภาพโทรศัพท์ในฝันของฉันก็หายวับไปด้วย ฉันเอาแต่พร่ำบ่นโชคชะตาเฮงซวย นึกโกรธคนที่เก็บได้ และใจอันธพาลก็คิดว่าเจ้านั่นคงเปรมกับลาภลอยที่ได้ไปจากฉัน คำปลอบโยนที่บอกว่าช่างมันเถอะ ถือว่าฟาดเคราะห์ ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกดีขึ้น

                แผนการซื้อโทรศัพท์มือถือล้มเลิก ฉันกับเพื่อนเลือกที่จะไปนั่งกินข้าวด้วยอารมณ์เบื่อโลก ไม่นานนัก พี่ที่ออฟฟิศโทรกลับมาหาฉันอีกครั้ง พร้อมกับคำพูดที่ว่า วันเกิด ยังไงก็เป็นวันดี มีคนเก็บกระเป๋าสตางค์ของฉันได้ เขาโทรเข้ามาที่ออฟฟิศตามนามบัตรที่ฉันเสียบไว้ในกระเป๋า และทิ้งเบอร์เอาไว้ให้ฉันติดต่อกลับเพื่อไปรับคืน

                เขาเป็นหนุ่มฟิลิปปินโนที่เห็นเหตุการณ์ เขาพยายามตะโกนเรียกแล้ว แต่ไม่ทันเพราะฉันมัวแต่โทรศัพท์และกระโดดขึ้นแท็กซี่ไปเรียบร้อยแล้ว เขาออกตัวว่าจำเป็นต้องเสียมารยาทค้นกระเป๋าเพื่อหาทางติดต่อฉัน  ไม่จำเป็นต้องขอโทษเลย ฉันขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า การกระทำของเขาไม่เพียงแค่ทำให้ฉันได้ของกลับคืนมา แต่ยังทำให้หัวใจที่มองโลกเป็นสีดำของฉันสว่างขึ้น และสอนให้ฉันรู้ว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินคนบนโลก        

                ถึงจะได้เงินก้อนนั้นคืน แต่ฉันล้มเลิกความคิดที่จะซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่แล้ว เพราะของขวัญชิ้นที่ฉันได้รับในปีนั้น คือบทเรียนที่ทำให้ฉันได้รู้ว่า

                ในสังคมที่คนมักมองว่าเลวร้าย ยังมีหัวใจของอีกหลายคนที่งดงาม

 p.s เขียนให้กับหนังสือเล่มหนึ่งในเช้าวันเกิด ขอบคุณพี่ปอ พี่โจ๊ก อ้น ที่อยู่ด้วยกันในวันที่ดี ส่วนเธอ…ยังอยู่กับฉันเสมอ ไม่ว่าจะวันเกิด หรือวันไหนๆ

the answer

18/07/2009

There are only four questions of value in life.
What is sacred?
Of what is the spirit made of?
What is worth living for?
What is worth dying for?
The answer to each is the same. Only love.

— Don Juan Demarco

Hello world!

18/07/2009

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!